| รับขนส่งสินค้าหลังเปิด AEC ปี 2558 ร.ฟ.ท. เล็งผุด ICD หนองคาย |
|
|
|
| Monday, 03 October 2011 02:50 |
|
การรถไฟฯ เตรียมแผนสร้างศูนย์ ICD แห่งที่ 2 จังหวัดหนองคาย รองรับขนส่งสินค้าหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 2558 คาดใช้เงินลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท ชี้เริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2555 ส่วนไฮสปีดเทรน กรุงเทพฯ-โคราช-ขอนแก่น-หนองคาย หาก ครม. ไฟเขียวสามารถประกวดราคาได้ภายใน 6 เดือน นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่สำรวจเส้นทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ โครงการศึกษาสถานีขนส่งคอนเทนเนอร์ (CY) และโครงการศึกษาและพัฒนาระบบราง รถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-นคร ราชสีมา, นครราชสีมา-ขอนแก่น ว่า ได้ทำการสำรวจพื้นที่ของการรถไฟฯ ที่มีอยู่ประมาณ 290 ไร่ บริเวณสถานีรถไฟนาทา จังหวัดหนองคาย เพื่อเตรียมแผนพัฒนาดำเนินการก่อสร้างศูนย์บรรจุและแยกสินค้ากล่อง (Inland Container Depot) หรือ ICD แห่งที่ 2 ต่อจากศูนย์ลาดกระบัง ซึ่งคาดว่าจะใช้วงเงินดำเนินการประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยจะมีการแบ่งเป็น 2 เฟส คือ เฟสแรกจะใช้งบประมาณจำนวน 700 ล้านบาท และเฟสที่ 2 จะใช้วงเงินจำนวน 1,300 ล้านบาท โดยจะใช้ระยะเวลาการดำเนินโครงการประมาณ 3 ปี ทั้งนี้ เฟสแรกคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2555 โดยจะใช้พื้นที่ของการรถไฟฯ ขนาด 107 ไร่ สร้างศูนย์รวบรวมตู้สินค้า (คอนเทนเนอร์ยาร์ด) สำหรับรองรับตู้สินค้าทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เช่น สินค้าที่มาจากประเทศลาว จีน ที่จะปรับตัวเพิ่มมากขึ้นภายหลังจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีก 183 ไร่ การรถไฟฯ มีแผนจะจัดทำเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบราง เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากร และระบบรางของประเทศไทยในอนาคต ขณะเดียวกัน พื้นที่ดังกล่าวถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากอยู่ใกล้บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่จะมีการขนส่งสินค้า เช่น ข้าว น้ำตาล แป้ง ยางพารา และมีพื้นที่กว้างพอที่จะพัฒนาเป็นศูนย์การขนส่งและกระจายสินค้า นอกจากนั้นในอนาคตยังเอื้อประโยชน์ต่อคนในพื้นที่โดยเฉพาะการสร้างงานให้กับคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ อย่างไรก็ดี จากการคาดการณ์ในเบื้องต้น ICD ที่จังหวัดหนองคาย จะสามารถรองรับปริมาณสินค้าในประเทศไทยได้ประมาณ 5,000 ทีอียู สินค้าจากลาว 20,000 ทีอียู และสินค้าจากจีน 4,000 ทีอียู รวมทั้งสิ้นคาดว่าจะสามารถรองรับตู้สินค้าได้มากถึง 30,000 ทีอียูต่อปี และมีอัตราตู้สินค้าผ่าน ICD เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณ 10% นายยุทธนา กล่าวอีกว่า ในส่วนของโครงการรถไฟความเร็วสูง หรือ ไฮสปีดเทรน กระทรวงคมนาคม มีนโยบายให้ ร.ฟ.ท. เร่งดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งการขนส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสารและลดต้นทุนการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ โดยการพัฒนารถไฟความเร็วสูงเส้นทางดังกล่าวจะผ่านจังหวัดนครราช สีมา ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง และเป็นประตูเชื่อมต่อการขนส่ง สินค้าจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปยังท่าเรือแหลมฉบัง ทำให้จังหวัดนครราช สีมา เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการขนส่ง (ฮับ) สินค้าผ่านระบบราง ซึ่งมีแนวคิดที่จะจัดทำเส้นทางรถไฟความเร็วสูงออกเป็น 2 เส้นทาง มีจุดแยกที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งรถไฟความเร็วสูงสำหรับขนส่งสินค้าจะสร้างรางรถไฟเลี่ยงเส้นทางเข้ากรุงเทพฯ จากจังหวัดนครราชสีมา มุ่งหน้าตรงสู่ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร โดยเบื้องต้นทราบว่าการพัฒนาเส้นทางมายังแหลมฉบัง สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มีผลศึกษาเรียบร้อยแล้ว “เรากำลังดูว่าเส้นทางรถไฟจากภาคอีสานลงมาถึงแก่งคอย จะมีเส้นทางใดบ้างที่ขนสินค้าลงมาแล้วไม่ต้องผ่านเข้ามากรุงเทพฯ และสามารถส่งต่อไปยังท่าเรือแหลมฉบังได้เลย ตรงนี้คงต้องมีการศึกษาต่อไป” สำหรับรถไฟความเร็วสูงขนส่งผู้โดยสารจะใช้เส้นทางที่เคยศึกษา มุ่งเข้ากรุงเทพมหานคร ซึ่งแผนดังกล่าวจะมีการหารือกับ สนข. และกระทรวงคมนาคมต่อไป แต่สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา (สำหรับผู้โดยสาร) ที่รัฐบาลเร่งรัดให้ดำเนินการด่วนที่สุดนั้น ขณะนี้ผลการศึกษาโครงการเสร็จสิ้นแล้ว และคาดว่าหาก ครม. อนุมัติโครงการก็จะสามารถเปิดประกวดราคาได้ภายใน 6 เดือน |