| จับตาตลาดเรือครึ่งปีหลังฟื้นตัว |
|
|
|
| Friday, 20 August 2010 03:20 |
|
ชี้ ครึ่งปีหลังตลาดเรือฟื้นตามเศรษฐกิจ เอเชียฉายแววสดใสที่สุด สายเรือเริ่มคึกคัก ทยอยนำเรือที่จอดทิ้งไว้ให้บริการแล้ว พร้อมเปิดเส้นทางเดินเรือเพิ่ม ช่วงพีคซีซั่นมีแนวโน้มเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆเพิ่ม ระบุจีนยังเป็นตัวแปรสำคัญในการปับค่าระวาง
![]() นายสุวัฒน์ อัศวทองกุล ประธานสมาคมตัวแทนเรือกรุงเทพ (BSAA) เปิดเผยถึงแนวโน้มค่าระวางเรือในครึ่งปีหลังว่า ตลาดเอเชียเป็นตลาดที่เศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดหากเปรียบเทียบกับทวีปอื่น ซึ่งปีนี้เศรษฐกิจโตประมาณ 9 % ซึ่งส่งผลให้การขนส่งดีตาม จากที่ปี ค.ศ. 2009 บริษัทเรือส่วนใหญ่ประสบกับวิกฤติ เนื่องจากอัตราค่าระวางเรือลดลงอย่างมาก แต่ปีนี้เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นส่งผลให้มีพื้นที่ระวางเรือเพิ่มขึ้น 1,200,000 ทีอียู ส่วนพื้นที่ระวางเรือทั้งหมดในปีนี้คือ 13,700,000 ทีอียู ปีที่ผ่านมาอัตราการเติบโตของฟลีทเรือทั่วโลก ประมาณ 5 % สำหรับปีนี้ จะพบว่าตั้งแต่ต้นปี ค่าเฟรทจะเพิ่มขึ้นทุกเดือน และผู้ส่งออกจะประสบปัญหากับการจองระวางเรือ ขณะนี้บริษัทเรือบางบริษัทพยามยามนำเรือมาบริการเพื่อให้ตอบสนองต่อผู้ใช้ ส่งผลให้ปีนี้ค่าระวางยังคงสูง และบางสายเรืออาจจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ เพิ่ม “ปี 2009 เป็นปีที่ตลาดเรือหดตัวอย่างรุนแรง ทุกบริษัทขาดทุนทั้งอุตสาหกรรมเกือบ 20,000 เหรียญสหรัฐฯ แต่ปีนี้ตลาดดีขึ้นเกินความคาดกหมายคาดว่าจะโตขึ้น 8.6 % ซึ่งทุกเส้นทางโตอย่างมาก ไม่ว่าตลาดเปิดใหม่อย่างอินดีย บังคลาเทศ ปากีสถาน หรือแม้แต่ตะวันออกกลางก็โตประมาณ 40 % “นาย สุวัฒน์ กล่าว และว่าขณะนี้ภาพรวมของเศรษฐกิจตลาดใหญ่อย่างอเมริกา ยุโรปยังไม่ค่อยดี อัตราการว่างงานยังสูง ยังมีการอ่อนตัวค่าเงิน อีกทั้งตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ค่อยดีนัก เมื่อเปรียบเทียบแล้วเศรษษฐกิจในเอเชียจะดีกว่าตลาดเหล่านี้ นายสุวัฒน์ กล่าวอีกว่า จากการที่บริษัทเรือประสบวิกฤติในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้บริษัทเรือปรับกลยุทธฺโดยการจอดเรือที่ประเทศสิงโปร์ 500 กว่า ลำเนื่องจากไม่มีสินค้าให้ขน นอกจากนี้บริษัทยังให้เรือยังวิ่งช้าลง เพื่อหวังผลในเรื่องของการประหยัดนำมัน และลดความถี่ของการเดินเรือ สำหรับ ปีนี้ระวางเรือจะโตขึ้น 8 % เรือที่จอดอยู่ก็กลับมาวิ่งประมาณ 400 ลำ คาดว่าไม่กี่เดือนข้างหน้าจะกลับมาวิ่งทั้งหมด นอกจากนี้บริษัทเรือจะมีการเปิดบริการใหม่หลายเส้นทาง เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้า อีกทั้งจะมีเรือที่สั่งต่อใหม่รอส่งมอบกว่า 100 ลำ สำหรับสถานการณ์การส่งออกประเทศไทย สำหรับการส่งออกในรูปแบบคอนเทนเนอร์ปีที่แล้วลดลง 7.3 % ขาเข้าติดลบ 20 % ซึ่งการส่งออกทั้งปีเฉลี่ยปีละ 3,100,000ทีอียู นำเข้า 1,700,000 ทีอียู ชี้ให้เห็นว่าการส่งออกมากกว่าการนำเข้าเกือบ 2 เท่าทำให้ขาออกมีตู้สินค้าไม่พอใช้ บริษัทเรือจึงต้องขนตู้เปล่าเข้ามา 1,500,000 ตู้ ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นค่าใช้จ่าย สำหรับปีนี้การนำเข้าและส่งออกเพิ่มขึ้น ส่งออกโตขึ้น 19 %การ นำเข้าเพิ่มขึ้น 41% ชี้ให้เห็นว่ากำลังซื้อยังดีอยู่ และส่งผลให้การขนส่งดีตามไปด้วย ภาพรวมของการขนส่งทางเรือในประเทศไทยในครึ่งปีหลังคาดว่า ช่วงพีคซีซั่น คือ สิงหาคม-ตุลาคม เรือค่อนข้างจะเต็ม 100 % บริษัทเรือจะไม่ปรับราคาลง แต่จะปรับราคาขึ้น เนื่องจากเจ้าของเรือจะมองตลาดทั้งเอเชีย ซึ่งไทยส่งออกประมาณ 5 %ของเอเชีย จีนส่งออก 70 % ถ้าส่งออกของทุกประเทศดีหมด ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการแย่งพื้นที่ระวางเรือของเรือแม่ ซึ่งเรือแม่จะวิ่งรับสินค้าทั่วเอเชีย ผู้ส่งออกไทยต้องแชร์เรือแม่บนเรือลำเดียวกับหลายประเทศทำให้มีการแข่งกันใน เรื่องของราคา สมมติว่าถ้าการส่งออกจีนบูมมาก ผู้ส่งออกพร้อมที่จะจ่ายค่าระวางในราคาสูง บริษัทเรือก็จะตัดพื้นที่ระวางไปให้จีนมากกว่า ซึ่งที่จีนจะทำราคาค่าเฟรทอาทิตย์ต่ออาทิตย์ และผู้ส่งออกจีนก็ไม่ได้กังวลเรื่องค่าเฟรท ทั้งนี้สินค้าจากจีนจะเป็นที่ต้องการของบริษัทเรือ เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักเบา แต่สินค้าของไทยจะเป็นสินค้าที่มีน้ำหนัก ทำให้รับสินค้าได้น้อยแต่น้ำหนักมาก เช่น ข้าว น้ำตาล แป้ง ฉะนั้นจีนยังคงเป็นตัวเป็นสำคัญที่ทำให้ค่าระวางเรือเพิ่ม นายสุวัฒน์ กล่าวสรุปว่า ค่าเฟรทในครึ่งปีหลังจะทรงตัวอยู่ในระดับสูง และจะเก็บค่าพีคซีซันเชอร์ซาร์ส และ เก็บค่าโอเวอร์วิวเซอร์ชาร์ส ซึ่งค่าาระวางจะลดลงตั้งแต่พ.ย.ปีนี้ถึงม.ค. ปีหน้า สำหรับธุรกิจเดินเรือถือว่าเป็นธุรกิจที่แข่งขันด้วยตัวเอง และการที่บริษัทเรือขึ้นค่าเฟรทก็ขึ้นทั่วเอเชีย ฉะนั้นผู้ส่งออกไทยไม่ได้เสียเปรียบ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บริษัทเรือประสบปัญหามาตลอดคือ เรื่องการจองระวางของผู้ส่งออก ที่จองแล้วแต่ไม่ไป ทำให้บรัษิทเรือเสียพื้นที่ จึงได้มีการหารือว่า จึงจะเก็บค่าปรับตรงนั้น หากผู้ส่งออกจองพื้นที่แล้วแต่ไม่ใช้บริการ
|