| กูรูแนะทางรอดขนส่งทางน้ำจวกยับสร้างปากบาราได้ไม่คุ้มเสีย |
|
|
|
| Friday, 02 October 2009 04:07 |
|
วิพากษ์ขนส่งทางน้ำไปไม่ถึงดวงดาว ปัจจัยหลักขาดการบูรณาการ ต่างคนต่างทำ ผู้ประกอบการขาดแรงจูงใจในการใช้บริการ แนะรัฐสร้างความพร้อมก่อนเปิดเสรีโลจิสติกส์ขนส่ง ด้านประธาน BSAA จวกสร้างท่าเรือปากบาราได้ไม่คุ้มเสีย มีสินค้าไม่เพียงพอ นายสุวัฒน์ อัศวทองกุล ประธานสมาคมเจ้าของและตัวแทนเรือกรุงเทพ กล่าวในงานเสวนา “นานาทัศนะ..โครงข่ายขนส่งทางน้ำไทย ปรับตัวอย่างไรถึงจะอยู่รอด” ว่า ท่าเรือแหลมฉบัง ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนามากขึ้น มีการแข่งขันกันในเรื่องของการให้บริการและเรื่องราคา เนื่องจากเอกชนเข้ามาบริหาร ส่วนที่ไอซีดีลาดกระบัง น่าเสียดายว่ายังไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องของการขนส่งทางรถไฟ ซึ่งมีเพียง 25% เท่านั้น ส่วนมากยังใช้รถยนต์ อยากให้ภาครัฐเน้นเรื่องการ Ship Mode โดยใช้การขนส่งทางน้ำและทางรางให้มากขึ้นสำหรับท่าเรือกรุงเทพ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีปัญหาเรื่องเครื่องมือไม่เพียงพอ เครนเสียบ่อย นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ตอนที่มีการประท้วง ก็ปิดท่าเรือ ทำให้เกิดความเสียหายผู้ใช้บริการต้องไปใช้ท่าเรือเอกชนและท่าเรือแหลมฉบัง แทน ![]() ส่วนการดำเนินการเรื่องเรือชายฝั่ง ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี มีเอกชนเข้ามาดำเนินการ ดังนั้น ตนเห็นว่ารัฐบาลต้องสนับสนุนผู้ประกอบการให้มากขึ้น เพื่อก่อให้เกิดการ Ship Mode อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ อยากให้ภาครัฐเข้ามาดูเรื่องราคาเพื่อให้คนเข้ามาใช้บริการเรื่องเรือชาย ฝั่งให้มากขึ้น นอกจากนี้ ตนเห็นว่าท่าเรือกรุงเทพ น่าจะปรับปรุงเรื่องการวัดความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ โดยการออกแบบสำรวจว่ามีอะไรที่ยังบก พร่อง เพื่อจะนำไปสู่การแก้ไข กรณีการศึกษาและก่อสร้างท่าเรือแห่งใหม่ที่ปากบารา ตนเห็นว่าไม่เกิดประโยชน์ เนื่องจากมีสินค้าไม่เพียงพอ เห็นตัวเลขที่ชัดเจนจากท่าเรือสงขลา พบว่า มีสินค้าผ่านท่าเพียงปีละ 120,000 ทีอียู ที่สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช มีสินค้ารวมกันประมาณ 80,000 ทีอียู ดังนั้น การก่อสร้างท่าเรือแห่งใหม่ถ้ามี Vo- lume แค่นี้ถือว่าไม่คุ้ม อยากให้รัฐศึกษาให้รอบคอบว่าสินค้าทางภาคใต้มีเพียงพอหรือไม่ “ที่บอกว่าท่าเรือปากบารา จะช่วยในเรื่องการส่งออกยางพาราไปจีนและทำให้ประหยัดเวลานั้น เป็นเรื่องไม่จริง เพราะผู้ซื้อ คือ จีน และญี่ปุ่น จะอยู่ฝั่งอ่าวไทย ไม่ใช่ฝั่งอันดามัน จึงไม่ได้ช่วยประหยัดเวลาแต่ทำให้ต้องเดินทางอ้อมไปอีก” นายสุวัฒน์ กล่าว กรณีการเปิดการค้าเสรีด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ จะกระทบต่อผู้ประกอบการไทยหรือไม่นั้น นายสุวัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันก็แทบจะเสรีอยู่แล้ว เพราะผู้ประกอบการต่างชาติก็เข้ามาทำกิจการเกือบ 10 ปี ข้อดี คือ เกิดการเรียนรู้และการแข่งขัน แต่อาจจะกระทบกับผู้ประกอบการคนไทยที่จะสู้ต่างชาติไม่ได้ในเรื่องของการลง ทุนและการเงิน ดังนั้น เห็นว่าสิ่งที่ภาครัฐต้องพัฒนา คือ ระบบเทคโนโลยีสนเทศ ในเรื่องของการเชื่อมฐาน ข้อมูล นายชรินทร นพรัตน์ รองเลขาธิการสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า รายได้ของประเทศไทย 60% มาจากการส่งออก ซึ่งสินค้า 80-90% ต้องใช้ขนส่งทางเรือ ซึ่งที่ท่าเรือกรุงเทพ มีข้อดีคือเป็นท่าเรือแม่น้ำ ส่วนท่าเรือแหลมฉบัง จะเปิดให้เอกชนเข้ามาบริการ ซึ่งทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานเร็วขึ้น แม้ว่าโครงการต่างๆ ยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็ถือว่าดีขึ้น แต่สิ่งที่ต้องเร่งพัฒนา คือ การแข่งขัน ทุกวันนี้เราไม่ต้องมองสิงคโปร์เพราะเขาพัฒนาไปไกล ให้มองมาเลเซีย เวียดนาม ดีกว่า เพราะ 2 ประเทศนี้ก็เร่งพัฒนาในทุกด้าน สิ่งที่ตนอยากฝากภาครัฐไว้คือเวลาจะทำโครงการอะไรให้คิดแบบบูรณา การ เช่น ท่าเรือระนอง ยังมีหลายเรื่องที่ต้องคิดต่อ ซึ่งไม่ใช่หน่วยงานรัฐเพียงหน่วยงานเดียว แต่หน่วยงานอื่นที่เกี่ยว ข้องต้องคิดร่วมกัน สำหรับต้นทุนส่งออกที่ท่าเรือระนอง ในขณะนี้ถือว่ายังแพง นายเฉลิมเกียรติ สลักคำ ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ได้มีการทำโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีการวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน แต่ต้องยอมรับว่าภาครัฐช้าในเรื่องของการเตรียมการ สำหรับกรณีการเปิดเสรีด้านโลจิสติกส์ ภาครัฐต้องมีการเตรียมการ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และการดูแลผู้ประกอบการที่เป็นคนไทย ในส่วนของท่าเรือแหลมบัง ขณะนี้ได้มีการพัฒนาท่าเรือชายฝั่ง ท่า A ตอนนี้ศึกษาความเหมาะสมเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการเสนอกระทรวงคมนาคม คาดว่าปี 2555 ท่าเรือแห่งนี้สามารถเปิดใช้บริการได้
ที่มา : www.transportnews.co.th |