Bangkok Shipowners and Agent Association

Bangkok Shipowners and Agents Association
To represent and promote the views and policies of the Association to the Thai Government and all other governmental official and non-governmental bodies which may be concerned with shipping.
Home News Local Shipping News สศก. เปิดผลศึกษาเส้นทาง R9 และ R12 โอกาสของไทยสู่การส่งออกไปจีน
สศก. เปิดผลศึกษาเส้นทาง R9 และ R12 โอกาสของไทยสู่การส่งออกไปจีน PDF Print E-mail
Thursday, 05 March 2009 05:20

สศก. เผย เส้นหมายเลข R9 เชื่อมพม่า-ไทย-ลาว-เวียดนาม และเส้นทางหมายเลข R12 จากนครพนม ลาว และเวียดนาม เส้นทางค้าส่งสินค้าเกษตรไทยไปยังประเทศจีน ยังประสบปัญหาการถูกระงับการนำเข้าผลไม้ไทยผ่านด่านผิงเสียง และการขอใบอนุญาตนำเข้า รวมทั้งการประเมินราคาสินค้าสูงเกินจริง

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก.ได้มีการศึกษาระบบ Logistics และ Supply Chain สินค้าเกษตรเพื่อขยายตลาดส่งออกไปประเทศในเอเชียปี 2551 กรณีศึกษาผลไม้และผลิตภัณฑ์  เส้นทางขนส่งทางถนนในแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) พบว่า ผลไม้เมืองร้อนได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย ซึ่งเป็นที่นิยมบริโภคของคนจีน มีตลาดค้าส่งเจียงหนาน  เมืองกวางโจว ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดทางตอนใต้ของจีนและเป็นศูนย์กลางในการกระจายผักผลไม้ไปสู่เมืองอื่นๆ ที่นำเข้าผลไม้จากไทยมากกว่าร้อยละ 50 ของปริมาณนำเข้าทั้งหมด  โดยในปัจจุบันเส้นทางการขนส่งผลไม้ไทยไปยังตลาดเจียงหนานมี 2 เส้นทางหลักคือเส้นทางทางทะเลจากท่าเรือแหลมฉบังผ่านท่าเรือฮ่องกง หรือท่าเรือเสอโข่วไปยังตลาดเจียงหนานใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน เส้นทางสาย R9 จากมุกดาหารผ่านลาว เวียดนาม เข้าสู่จีนทางด้านด่านผิงเสียงผ่านเมืองหนานหนิงเข้าสู่ตลาดเจียงหนานใช้เวลาประมาณ 3 วัน ส่วนเส้นทางสาย R12 ขณะนี้ยังไม่มีความพร้อมด้านสิ่งอำนวยความสะดวก

โดยนางนารีณัฐ รุณภัย รองเลขาธิการ ในฐานะรองโฆษก สศก. เผยถึงผลการวิเคราะห์ดังกล่าวพบว่า ต้นทุนการส่งออกผลไม้จากแหล่งผลิตของไทยทางบก ไปยังตลาดเจียงหนาน มีต้นทุนโลจิสติกส์ของทุเรียน มังคุด และลำไยคิดเป็นร้อยละ 54, 64 และ 54 ของต้นทุนทั้งหมดตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งหมดระหว่างการขนส่งทางบกและทางทะเล พบว่า ต้นทุนโลจิสติกส์การส่งออกทุเรียน มังคุด และลำไยทางบกสูงกว่าทางทะเลร้อยละ 6.5, 3.6 และ3 ตามลำดับ โดยต้นทุนที่แตกต่างกันเกิดจากต้นทุนค่าขนส่งเป็นหลักที่สำคัญได้แก่ ค่าขนส่ง ภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าบรรจุภัณฑ์ ถึงแม้ต้นทุนการขนส่งทางถนนจะสูงกว่าทางทะเล แต่ในทางปฏิบัติสามารถลดต้นทุนลงได้หากมีการพัฒนาใช้ตู้ขนาด 45 ฟุตแทนขนาด 40 ฟุต และมีการขนส่งสินค้าเที่ยวกลับมาด้วย อีกทั้งยังช่วยบรรเทาปัญหาค่าระวางเรือสูงเกือบเท่าตัวในช่วงฤดูผลไม้กระจุกตัว ทั้งนี้ แม้ว่าการขนส่งทางบกจะมีต้นทุนการขนส่งสูงกว่าแต่ก็ไม่มากกว่าการขนส่งทางทะเล แต่การขนส่งทางบกใช้เวลาสั้นกว่าซึ่งผู้บริโภคจะได้รับประทานผลไม้ที่สด สามารถทำตลาดได้ดีกว่า

อย่างไรก็แล้วแต่ยังประสบปัญหา คือ สำนักงานควบคุมคุณภาพและตรวจสอบกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ กรุงปักกิ่ง (State General  Administration of the People’s Republic of China for Quality Supervision and Inspection and Quarantine: AQSIQ) ได้สั่งระงับการนำเข้าผลไม้ไทยผ่านด่านผิงเสียงเป็นการชั่วคราว โดยอ้างเหตุผลความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการเจรจาร่วม 2 ฝ่ายและอยู่ระหว่างยกร่างบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคในเรื่องใบอนุญาตนำเข้า (Quarantine Import Permit :QIP ) โดยขอให้มีการจดทะเบียนผู้นำเข้าแทนการขอใบอนุญาตจาก AQSIQ ทุก 6 เดือน ซึ่งล่าช้าและไม่มีความแน่นอนว่าจะได้รับอนุมัติหรือไม่ รวมทั้งการประเมินราคาหรือมูลค่าสินค้านำเข้าของจีนที่นำไปคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม  เนื่องจากใช้วิธีการขนส่งทางเครื่องบินเป็นฐานในการประเมิน ทำให้ราคาสูงเกินจริง ซึ่งปัญหาดังกล่าว กระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเตรียมเร่งดำเนินการให้มีการเจรจาเพื่อให้เกิดมีการลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกันของการขนส่งผลไม้เพื่อแก้ไขปัญหาการระงับการนำเข้าที่ด่านผิงเสียง รวมทั้งขอให้จีนมีการทบทวนวิธีการประเมินราคาหรือมูลค่าผลไม้นำเข้าจากไทย เพื่อที่ไทยจะมีโอกาสขยายตลาดส่งออกผลไม้ทางบกตามกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ต่อไป นางนารีณัฐ กล่าว

ที่มา : www.tbtimesthailand.com