| กรมศุลชงครม.ขายไม้พะยูง600ล้าน เสนอขายตปท.แบบจีทูจี หวั่นพ่อค้าไทยสวมตอ |
|
|
|
| Wednesday, 15 December 2010 05:45 |
|
"ช่วงที่ผมเข้ามารับตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากรใหม่ ๆ ได้รับแจ้งว่า ไม้ของกลางอาจจะสูญหาย แต่ไปตรวจสอบปรากฏว่าไม้พะยูงของกลางยังอยู่ครบ โดยเจ้าหน้าที่วางตู้คอนเทนเนอร์ซ้อน ๆ กันเป็นแนวสูง หันด้านหน้าประตูชนกัน และมีซีลผูกติดหน้าประตูด้วย สำหรับไม้พะยูงของกลางที่เก็บไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 600 ตู้คาดว่าจะมีมูลค่าราว 300-600 ล้านบาท" ปัจจุบันตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวถูกเก็บไว้ที่ท่าเรือของรัฐและเอกชน ซึ่งกรมศุลกากรต้องจ่ายค่าเช่าสถานที่ให้กับเจ้าของท่าเรือ ที่เป็นปัญหาใหญ่ คือ เมื่อนำตู้คอนเทนเนอร์ส่งคืนเจ้าของแล้วจะเอาไม้ของกลางจำนวนมากไปกองไว้ที่ ไหน ต้องตากแดดตากฝนหรือไม่ และอาจเสี่ยงต่อการสูญหาย นายประสงค์กล่าวว่า แนวทางในการจำหน่ายไม้ของกลางมีหลายกรณี ตามระเบียบหากคดีใดยังไม่ถึงที่สุด อธิบดีกรมศุลกากรมีอำนาจในการจำหน่ายไม้ของกลางออกไปได้ หรือเรียกว่า "ถือเงินสดไว้แทนของกลาง" หากเจ้าของไม้เป็นผู้ชนะคดีก็สามารถมารับเงินสดแทนไม้ของกลางได้ แต่ตนไม่เห็นด้วยที่จะขายไม้ในประเทศ เพราะเกรงว่าจะมีการสวมตอเกิดขึ้น โดยผู้ประมูลไม้ของกลางได้อาจจะใช้เอกสารหลักฐานที่ออกโดยกรมศุลกากรแสดงต่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือป่าไม้เมื่อถูกตรวจสอบ แต่เอาไม้ไม่ถูกต้องไปแปรรูปแทน ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุด คือ ส่งไม้ออกไปขายต่างประเทศ ส่วนวิธีการจำหน่ายอาจเจรจาระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาลในลักษณะ "G to G" เช่น เอาไม้พะยูงไปแลกกับเหล็ก เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ต้องแก้มติคณะรัฐมนตรี ที่ห้ามส่งออกไม้พะยูงก่อน ถ้าจะเผาทำลายทิ้งตนคงไม่ทำ เพราะก่อนหน้านี้เคยมีอธิบดีกรมศุลกากรท่านหนึ่งสั่งการทำลายรถยนต์ยี่ห้อ เฟอร์รารี่ของกลาง แต่กลับถูกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบข้อหาทำให้รัฐเสียหาย เพราะรถยนต์ของกลางสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในราชการได้ "คดีไม้พะยูงเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรและผู้แจ้งเบาะแสการจับกุมจะไม่ได้รับ สินบนเงินรางวัล เพราะใช้กฎหมายของกรมป่าไม้ ซึ่งมีโทษรุนแรงกว่ากฎหมายศุลกากร หากจำหน่ายได้ เงินทั้งหมดจะต้องนำส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน" นายประสงค์กล่าว
|